skip to Main Content

CloudFlare คือ ผู้ให้บริการ CDN (Content Delivery Network) เจ้าใหญ่ ที่มีให้บริการทั้งในส่วนที่ฟรีและก็เสียเงิน มีเซิฟเวอร์หลายแห่งทั่วโลก นอกจากการได้รับผลประโยชน์ตรงๆ จากเรื่อง CDN แล้ว เราก็ยังจะได้รับอานิสงค์ของเรื่องอื่นอย่างเช่น Performance และ Security อีกด้วย

overview

CDN คืออะไร Content Delivery Network คือ การกระจายเนื้อหาของเราออกไปตามเซิฟเวอร์ต่างๆ ทั่วโลก และเมื่อมีผู้เข้าชมจากจุดไหน ระบบก็จะส่งข้อมูลให้ชมจากเซิฟเวอร์จุดที่อยู่ใกล้ที่สุด ดังนั้นจึงทำให้เว็บของเราเปิดเข้าชมได้เร็วขึ้นจากสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เพราะมันโหลดจากที่ที่ใกล้ที่สุดนั่นเอง

cdn-example

ภาพจาก GTmetrix

การใช้ CDN จะเห็นผลได้ชัดเจนเมื่อเราทดสอบความเร็วของเว็บตามเว็บทดสอบต่างๆ เช่น GTmetrix ซึ่งเขาจะขึ้นแนะนำเลยค่ะว่า คุณควรจะใช้ CDN นะ เพราะเซิฟเวอร์ที่ใช้ทดสอบเว็บเรานั้นอยู่ต่างประเทศ มันจะเร็วขึ้นถ้าเวลาทดสอบแล้วดึงข้อมูลแถวๆ นั้นแทนที่จะดึงจากบ้านเราที่เดียว

ก่อนใช้ CloudFlare CDN

ก่อนใช้ CloudFlare CDN เพิ่งติดตั้งใหม่ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม ธีม Schema ยังได้คะแนนดีมาก

Add Site

ขอข้ามขั้นตอนการสมัครไปเลยนะคะ มาทำการเพิ่มเว็บของเราไปยัง CloudFlare กันค่ะ หากเราเพิ่งจะเริ่มทำเป็นเว็บแรก หลังจากล็อกอินเข้าไปก็จะเจอหน้าสำหรับเพิ่มเว็บเลย ก็ให้เรากรอกโดเมนของเราเข้าไป แล้วคลิก Scan DNS Recodes ระบบก็จะทำการสแกนเว็บเราประมาณ 1 นาที เมื่อสแกนเสร็จก็คลิก Continue ได้เลย

add-new-site

ระบบจะแสดงรายละเอียดหลังการสแกน ให้เราคลิก Continue ได้เลย

cloudflare-dns-details

จากนั้นเลือกแพลนเป็นแบบฟรีนะคะ แล้วคลิก Continue

free-plan

หลังจากนี้เขาก็จะแจ้งให้เราเปลี่ยน Nameserver ก็ให้เราทำการเปลี่ยนตามข้อมูลที่เขาให้มาให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยคลิก  Continue นะคะ

change-nameserver

เราจะเข้าสู่หน้า Overview และระบบจะขึ้นเป็น Pending จากนั้นจะมีอีเมลแจ้งรายละเอียดของการเพิ่มเว็บไซต์มาให้เราด้วยค่ะ เราสามารถคลิกที่ Recheck Namesevers ก็ได้ ว่าผ่านหรือยัง

cloudflare-pending

ถ้า Recheck Nameservers แล้วขึ้นสถานะเป็น Active เขียวๆ แบบนี้แสดงว่าผ่านค่ะ ง่ายมากเลยใช่มั๊ยคะ

cloudflare-active

หลังจากนี้ CloudFlare จะทำการดึงข้อมูลของเว็บเราไปเก็บไว้บนเซิฟเวอร์ของตัวเอง เมื่อมีการเรียกดูจากตำแหน่งต่างๆ บนโลก ระบบก็จะส่งข้อมูลจากเซิฟเวอร์ของเครือข่ายที่ใกล้ที่สุดไปให้ ทำให้เราประหยัดแบนวิธของเราเองอีกด้วย แต่หากเว็บเรามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการล้างแคชของ CloudFlare เว็บเราก็จะยังแสดงผลในเวอร์ชั่นเดิม เราสามารถใช้ปลั๊กอิน Sunny เพื่อทำการเคลียร์แคชของ CloudFlare อัตโนมัติเมื่อเรามีการอัพเดตโพส

หลังจากนี้เราก็ควรติดตั้งปลั๊กอิน CloudFlare และทำการตั้งค่าเชื่อมต่อให้เรียบร้อย ป้องกันโฮ้สต์มองว่า IP ของ CloudFlare เป็นสแปมด้วย

Development Mode

เป็นโหมดที่ทำการปลด CloudFlare ออกชั่วคราว ระบบจะไม่แสดงผลผ่านเซิฟเวอร์ของ CloudFlare ในช่วงที่มีการเปิด Development Mode เรามักจะเปิดในตอนที่ทำการแก้ไขเว็บแล้วต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที สามารถเลือกได้ที่ Quick Actions ในหน้า Overview แล้วเลือก Development Mode

ขั้นตอนที่เหลือระหว่างนี้ทั้งการรอให้การอัพเดต DNS เสถียร และจนกระทั่ง CloudFlare เก็บข้อมูลเว็บหมดอาจจะต้องใช้เวลานิดนึง แม้สถานะจะเป็น Active แล้วก็ตาม เวลาเราไปทดสอบเลยตอนนี้เว็บก็อาจจะยังไม่ได้ใช้ CDN ทั้งหมดค่ะ

Clear Cache

เราสามารถเคลียร์แคชทั้งหมดได้ด้วยการไปที่เมนู  Caching  จากนั้นคลิกเลือก Purge Everything

caching-clear

Page Rules

Page Rules คือการกำหนดเงื่อนไขการทำงานของ CloudFlare ว่าเราต้องการเปิดการใช้งานเครื่องมือต่างๆ ของ CloudFlare ตรงไหนบ้าง ต้องการให้แคชหรือไม่แคชที่หน้าไหนบ้าง สำหรับแพลนฟรีนี้จะสามารถสร้างได้เพียง 3 page rules เท่านั้น

  1. กำหนด Bypass Cache ให้กับ wp-admin เนื่องจากเป็นหลังบ้าน WordPress
  2. กำหนด Bypass Cache ให้กับหน้า Preview เนื่องจากเป็นหน้าพรีวิวเพจ เราไม่ต้องการให้แคช
  3. กำหนด Cache Everything สำหรับเว็บทั้งหมด

หลักการก็คือ อันแรกสำคัญสุด และอันอื่นๆ รองลงมาก็จะสำคัญน้อยลงมา ดังนั้นเราจึงเอา Cache Everything ไว้หลังสุด

หน้าตา Page Rule ก็จะประมาณตัวอย่างข้างล่างนี้ (เนื่องจากอัพเดตบทความใหม่ โดเมนเดิมหมดอายุ จึงขอใช้โดเมนนี้แทน)

Page Rule แรก สำหรับ wp-admin

www.wpthaiuser.com/wp-content/uploads/2016/09/wp-admin.webp" type="image/webp" />www.wpthaiuser.com/wp-content/uploads/2016/09/wp-admin.png" />

Page Rule สำหรับหน้า Preview

www.wpthaiuser.com/wp-content/uploads/2016/09/preview-page-rule.webp" type="image/webp" />www.wpthaiuser.com/wp-content/uploads/2016/09/preview-page-rule.png" />

Page Rule สำหรับทั้งเว็บ

www.wpthaiuser.com/wp-content/uploads/2016/09/page-rule-all-page.webp" type="image/webp" />www.wpthaiuser.com/wp-content/uploads/2016/09/page-rule-all-page.png" />

แต่ละเว็บอาจจะกำหนด Rule ต่างกันออกไปนะคะ เราก็ยังไม่แตกฉานเท่าไหร่ มีให้ใช้แค่นี้ก็ต้องทดลองปรับดูค่ะ สามารถอ่านเพิ่มเติมจาก CloudFlare ได้ ซึ่งมันจะมี Page Rule เกี่ยวกับความปลอดภัยด้วย

หากต้องการลดการทำงานของโฮ้สต์เราให้มากขึ้น คือให้มีการใช้แคชมากขึ้น ใก้ทำการเพิ่ม Edge Cache TTL ซึ่งจะเป็นการกำหนดระยะเวลาที่ต้องการแคชของเว็บเราเก็บไว้บน CloudFlare น่านแค่ไหน ถ้าเว็บที่ไม่ค่อยได้อัพเดต อาจจะตั้งเป็นเดือนเลยก็ได้ แต่ให้ระวังโดยการ Log out ออกจากเว็บเสียก่อน ไม่เช่นนั้นบางหน้าที่เราใช้งานอยู่ในแบบ Log in อาจจะติด Toolbar ของ WordPress มาด้วย หากติด Toolbar มาด้วยบางหน้าก็ให้ทำการเคลียร์แคชหน้านั้นๆ หรือเคลียร์แคชทั้งหมดทีเดียวเลยก็ได้ และหากต้องการแก้ไขหน้าไหน อาจจะต้องเข้าผ่าน Dashboard เท่านั้น เพราะ Toolbar จะหายไป เพราะเราจะเห็นหน้าเว็บเราเหมือนกับที่คนอื่นเห็นนั่นเอง (คล้ายๆ กับว่าเราไม่ได้ Login) แต่เราจะสามารถใช้งาน Dashboard ได้และคนอื่นเข้าไม่ได้ เพราะเราไม่ได้แคชหน้าที่มี url ตามด้วย ../wp-admin ตาม Rule แรกนั่นเอง (ทุกหน้าที่เข้าผ่านหลังบ้านจะมีคำว่า /wp-admin/)

สำหรับคนที่ต้องการเพิ่ม Flexible SSL หรือ HTTPS ให้กับเว็บไซต์ให้มีกุญแจเขียนแสดงข้อความ Secure บนเว็บบราวเซอร์ ก็ไปต่อที่บทความ การใช้งาน CloudFlare Flexible SSL ได้เลย

Analytics

เราสามารถที่จะดูรายงาน ปริมาณการใช้งาน สถิติ และอื่นๆ ได้ที่เมนู Analytics ภายหลังจาก 24 ชั่วโมง

ทดสอบ

หลังจาก CloudFlare ทำงานเรียบร้อยแล้วลองทดสอบดูอีกครั้งผ่าน GTmetrix เช่นเคย ก็ปรากฏว่าในส่วนของคะแนนตรง CDN นั้นได้ขึ้นมาเป็น 100 แล้วล่ะค่ะ ความเร็วก็เพิ่มขึ้นด้วย ตามภาพ

after-cloudflare

(ผลการทดสอบเดิม ณ ตอนนั้น ซึ่งบทความขณะนี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของ Page Rules ที่อัพเดตใหม่  : 16/05/2017)

ถ้าหากจะใช้ปลั๊กอินแคชสำหรับ WordPress แนะนำให้ใช้ที่รองรับ CloudFlare ด้วย เช่น WP Fastest Cache, WP Rocket เป็นต้น เมื่อเราเคลียร์แคชที่เว็บเรา มันก็จะอัพเดตที่ CloudFlare ให้ด้วย

สำหรับคนที่อยากลองใช้ CDN โดยเฉพาะคนที่จะได้รับผลประโยชน์เต็มที่ที่สุดคือคนที่ทำเว็บภาษาอังกฤษ หรือเว็บที่มีเป้าหมายอยู่ทั่วโลก ที่ต้องการให้คนเข้าเว็บได้เร็วจากทุกที่ CloudFlare นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีเวอร์ชั่นฟรีให้เราสามารถใช้งานได้และยังมีบริการเสริมอื่นๆ อีกมากที่เราสามารถปรับแต่งได้ ทั้งในด้าน Performance และ Security

Back To Top
Search